<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-6674233771039501881</id><updated>2011-04-22T00:55:29.344+07:00</updated><category term='อรรถพงศ์ เมษินทรีย์'/><title type='text'>Technology Innovation Reviews by Auttapong Maesincee</title><subtitle type='html'>Technology and Innovation Reviews</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://techinnoreviewsthailand.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6674233771039501881/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://techinnoreviewsthailand.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Auttapong Maesincee</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08337868244189288363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>2</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6674233771039501881.post-2151872722239591401</id><published>2008-08-08T15:09:00.004+07:00</published><updated>2008-08-08T18:13:42.597+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อรรถพงศ์ เมษินทรีย์'/><title type='text'>บทโหมโรง พลังงานชีวภาพ ทองเขียว หรือ แค่น้ำมันพืช?</title><content type='html'>&lt;div&gt;     ทั้งนี้ กระผมขอเริ่มเรื่องราวว่าด้วย วิกฤตการ ทางด้านพลังงานที่เราทุกคนกำลังเผชิญกันอยู่ ณ ขณะนี้เลยแล้วกันนะครับ ไม่มีคำนำและคำโปรยหัวแบบสวยหรูใดๆทั้งสิ้น โดยจะเขียนแบบง่ายๆอ่านสบายๆให้คนทุกเพศทุกวัยอ่านได้ครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;     ก่อนอื่นขอเท้าความถึงตัวปัญหา เจ้า “ทองสีดำ” ซึ่ง ถ้าไม่นับการที่มนุษย์เรานั้น ใช้ไขมันจากสัตว์หรือฟอสซิลธรรมชาติมาใช้ในการให้ความร้อน ทำอาหารและหล่อลื่นเคลือบผิวโลหะวัสดุซึ่งใช้กันมาตั้งแต่เมื่อ 5,000ปีที่แล้วโดยประมาณ ซึ่งก็มีทั้งน้ำมันจากสัตว์ น้ำมันจากพืชต่างๆ แบบเดียวกันที่ใช้จุดคบไฟนั่นแหละครับ แต่การทำอาหารนั้นผมมั่นใจว่าคนสมัยก่อนส่วนมาก ไม่ได้กินผัดผัก หมูทอดกระเทียมแบบเราหรอกครับ เพราะ มันถนอมอาหารไม่ได้ ไม่มีตู้เย็น หรือ สิ่งใดที่จะมาเก็บของที่ปรุงเสร็จแบบนี้ได้ จึงเป็นลักษณะของการถนอมอาหารแบบตากแห้งดองเค็มแช่อิ่มซะมากกว่า เพราะฉนั้นถ้าเห็นหนังจีนหรือหนังฝรั่งโบราณใช้กระทะทอดไก่ก็ชี้หน้าด่าได้เลยว่าสร้างมั่ว!&lt;br /&gt;จุดพลิกผันของชีวิตทองดำนั้นเกิดขึ้น หลังจากซ่อนตัวอยู่ใต้หินใต้ดินมานาน มันก็ได้มีโอกาสออกมาแสดงความร้อนแรง โดยผู้ที่ริเริ่มการขุดน้ำมันขึ้นมาใช้เพื่อการพานิชย์คือ นาย Edwin Drake ใน ปี คศ.1859 บ่อน้ำมันแรกนั้นอยู่ที่รัฐ Pennsylvania ถูกขุดลึกลงไป 69 ฟุต และสามารถผลิต น้ำมันดิบ 15 บาเรล ต่อวัน ใน ยุคต้นๆของการใช้น้ำมันนั้นมันยังเป็นการใช้ต่อเครื่องจักที่ใช้การเผาไหม้โดยตรงให้ความร้อนสร้างแรงดันไอน้ำซะเสียมาก ส่วนน้ำมันสำหรับเครื่องจักรแบบอัดฉีดที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงนั้นมีการริเริ่มใช้ครั้งแรกโดย Rudolf Christian Karl Diesel ผู้ที่คิดค้นเครื่องยนต์จุดระเบิดภายในด้วยแรงอัดเป็นคนแรกของโลก (ดีเซล) นั้นเอง&lt;br /&gt;     เนื่องด้วยเหตุผลประการทั้งปวง หรือสิ่งใดมาดลใจ  อาจเป็นเพราะนึกตลกอยากลองน้ำมันถั่วเหลืองผัดถั่วงอกมาใช้กับเครื่องยนต์สุดจะพิศสมัย ทำให้เขาใช้น้ำมันจากถั่วลิสงทำการทดลองจนประสบผลสำเร็จ คิดค้นน้ำมันไบโอดีเซล เป็นคนแรกของโลก โดยนำถั่วลิสงไปคั้นได้น้ำมัน มาใช้กับเครื่องยนต์ที่เขาคิดค้นปรับปรุงขึ้นใหม่ได้สำเร็จ โดยไม่ผสมสารใดๆในน้ำมันถั่วลิสง แต่ด้วยเหตุที่ว่า ในยุคนั้น การขุดเอาง่ายกว่า มานั่งปลูกถั่วคั้นน้ำ แถม เครื่องยนต์ยังใจเสาะ แรงน้อย สู้ความร้อนแรงของ ดีเซล และ เบนซิน ผลผลิตอัพเกรดของเจ้าทองดำ ซึ่งถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายและเป็น กุญแจหลักของการพัฒนามวลรวมของมนุษย์ชาติแบบก้าวกระโดดใช้เวลาเพียง 2 ชั่วอายุคนกว่าๆเท่านั้นจากขี่ม้าขี่ควายเป็นขี่จรวดไปเหยียบดวงจันทร์ จึงทำให้ถั่วลิสงรอดตัวจากการถูกบีบถูกคั้นไปได้เกือบศตวรรษ&lt;br /&gt;     ทั้งนี้จะเห็นได้ชัดว่า ไบโอดีเซล นั้นไม่ใช่ของใหม่แต่อยากใด เพียงแต่ภายใต้ภาพลักษณ์ น้ำมันถัวเหลืองนั้น อาจมีกุญแจซ่อนหนทางแก้ไขวิกฤตพลังงานก็เป็นได้&lt;br /&gt;     กลับมาที่ ทองดำ ซุปเปอร์สตาที่ผู้คนคลั่งใคล้ลุ่มหลง มิใช่จุดไฟติดได้ดีอย่างเดียว ยังจุดชนวนสงครามได้อย่างดีอีกด้วย ว่ากันว่า ดินปืนเปลี่ยนแปลงรูปแบบสงครามอย่างสิ้นเชิง แต่ น้ำมันนั้นคือสิ่งที่นำดินปืนไปสู่สมรภูมิ และเปลี่ยนแปลงเมืองทั้งเมืองในชั่วข้ามคืน ประเทศมหาอำนาจที่งมโข่งอยู่กับแผ่นดินกว้างใหญ่ที่ไร้น้ำมัน จึงต้องปิดฉากลงกันให้เห็นเพราะ สิ่งเดียวที่กระตุ้นการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมคือน้ำมันที่ใช้หล่อเลี้ยงเครื่องจักร (สมัยนั้นเครื่องจักรใหญ่ต้องใช้น้ำมันกำเนิดพลังงานเอง เนื่องจากเสาไฟฟ้าที่ต่อตรงจากโรงงานไฟฟ้าให้พลังงานไม่เพียงพอ) อุตสาหกรรมพัฒนาเครื่องจักร เครื่องจักรพัฒนาผลผลิต ผลผลิตมากคือความมั่งคั่งมากและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทำให้เกิดบุคคลากรที่มีคุณภาพ บุคคลากรที่มีคุณภาพพัฒนาประเทศชาติ และ ทั้งหมดนี้ถูกนำไปใช้ในการสงคราม และ หลังจากที่ทองดำแจ้งเกิดปรากฎตัวต่อมนุษยชาตินั้นได้ ไม่นาน สงครามครั้งใหญ่ก็ได้อุบัติขึ้นด้วยความร้อนแรง รวมถึง สงครามที่เผาผลาญชีวิต ทรัพสินทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ก็เพิ่งจบลงไปไม่ถึง 70 ปีนี้เอง แค่ช่วงชั่วอายุเดียวเท่านั้น ผมยังนึกภาพไม่ออกในสมัยที่ไทยรบกับฝรั่งเศษ ยุทธนาวีเกาะช้าง ว่ายุคนั้นเรามีอะไรแบบนั้นแล้วหรือ ไปเอาน้ำมันมาจากไหนหละนั่น คงต้องเสียเงินเสียทองมหาศาลเป็นแน่แท้ หรือว่าเรือเหล่านั้นยังใช้กลไฟไอน้ำอยู่ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เพราะหน้าตาบ่งบอกยี่ห้อตัวกินน้ำมันชั้น 1 ได้อย่างดี&lt;/div&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/f/f3/HTMS_Tonburi_4_days_before_fight.jpg/180px-"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 210px; CURSOR: hand" height="117" alt="" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/f/f3/HTMS_Tonburi_4_days_before_fight.jpg/180px-" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;เกร็ดความรู้ข้อมูลคร่าวๆจาก Wiki&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt; &lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt; &lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;                                                                         &lt;strong&gt;รูปเรือหลวงธนบุรี &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;strong&gt;ฝ่ายไทย (ราชนาวีไทย)ฝ่ายไทยได้จัดกำลังเรือ 1 หมวด เพื่อรักษาพื้นที่อ่าวไทยบริเวณเกาะช้าง&lt;/strong&gt; ประกอบด้วย    &lt;strong&gt;  &lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;เรือหลวงธนบุรี เรือปืนยามฝั่ง ระวางขับน้ำ 2,350 ตัน มีนาวาโทหลวงพร้อมวีระพันธ์ (ได้เลื่อนยศเป็นนายนาวาเอกภายหลังสิ้นสุดกรณีพิพาทอินโดจีน) เป็นผู้บังคับการเรือและผู้บังคับหมวดเรือ&lt;br /&gt;เรือหลวงสงขลา เรือตอร์ปิโด ระวางขับน้ำ 460 ตัน มีนาวาตรีชั้น สิงหชาญ เป็นผู้บังคับการเรือ&lt;br /&gt;เรือหลวงชลบุรี เรือตอร์ปิโดรุ่นเดียวกับเรือหลวงสงขลา ระวางขับน้ำ 460 ตัน มีเรือเอกประทิน ไชยปัญญา เป็นผู้บังคับการเรือ&lt;br /&gt;เรือหลวงระยอง เรือตอร์ปิโดรุ่นเดียวกับเรือหลวงสงขลา ระวางขับน้ำ 460 ตัน มีนาวาตรีใบ เทศนะสดับ เป็นผู้บังคับการเรือ&lt;br /&gt;เรือหลวงหนองสาหร่าย ระวางขับน้ำ 460 ตัน มีเรือเอกดาวเรือง เพชรชาติ เป็นผู้บังคับการเรือ&lt;br /&gt;เรือหลวงเทียวอุทก ระวางขับน้ำ 50 ตัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ฝ่ายฝรั่งเศส (หมวดเรือเฉพาะกิจที่ 7)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เรือลามอตต์ ปิเกต์ (Lamotte Picquet) เรือลาดตระเวนเบา ระวางขับน้ำ 7,880 ตัน ใช้เป็นเรือธง มีนาวาเอกเรจี เบรังเยร์ (Capitaine de Vaisseau Regis Beranger) เป็นผู้บังคับการเรือและผู้บังคับหมวดเรือเฉพาะกิจที่ 7&lt;br /&gt;เรืออามิราล ชาร์เนร์ (Amiral Charner) เรือสลุป ระวางขับน้ำ 2,165 ตัน&lt;br /&gt;เรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ (Dumont d'Urville) เรือสลุปชั้นเดียวกันกับเรืออามิราล ชาร์เนร์ ระวางขับน้ำ 2,165 ตัน&lt;br /&gt;เรือมาร์น (Marne) เรือช่วยรบ (ฝรั่งเศสจัดเป็นเรือสลุป) ระวางขับน้ำ 644 ตัน&lt;br /&gt;เรือตาอูร์ (Tahure) เรือช่วยรบ (ฝรั่งเศสจัดเป็นเรือสลุป) ระวางขับน้ำ 600 ตัน&lt;br /&gt;เรือสินค้าขนาดใหญ่ติดอาวุธ 1 ลำ&lt;br /&gt;เรือดำน้ำ 1 ลำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลการรบสรุปไม่ได้ครับสำหรับผู้สนใจอ่านอ่านต่อได้ที่http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87&lt;br /&gt; &lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;แต่สำหรับผมไอแบบนี้เค้าเรียกว่าแพ้ยับ ด้วยกำลังที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่นับเป็นการแสดงความกล้าหาญได้อย่างจับใจ&lt;/p&gt;&lt;a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/f/f3/HTMS_Tonburi_4_days_before_fight.jpg/180px-"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/f/f3/HTMS_Tonburi_4_days_before_fight.jpg/180px-"&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/f/f3/HTMS_Tonburi_4_days_before_fight.jpg/180px-"&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;/a&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;     มาต่อกันเรื่องน้ำมัน หลังจบสงครามแล้ว ระบอบอนานิคม แบบปกครองเพื่อแย่งทรัพยากรนั้นได้ดูอ่อนลง เนื่องจากมหาอำนาจจากเมืองผู้ดีอ่อนแรง เพราะแพ้ดินปืน ที่ท่านผู้นำหนวดสี่เหลี่ยมระดมยัดเข้าไปแบบ เดลิเวอรี่ ถึงหน้าบ้าน ฝรั่งเศษนั้นราบคาบไปแล้ว เยอรมัน ญี่ปุ่นย่อยยับ จีนก็ยังประสบอยู่กับปัญหาเดิมๆคือบ้านเมืองแตกแยกเป็นฝักฝ่ายไม่ต้องไปพูดถึง อิตาลี่ ที่ ทั้งเสียเกรียติทั้งชอกช้ำใจ สเปน มหาอำนาจตกยุค หรือ ประเทศแถบบ้านเราที่ตกอยู่ใต้อำนาจญี่ปุ่นทั้งนั้น จึงคงเหลือเพียง สหรัฐ และ โซเวียต เท่านั้น ที่ช่วยกันกระทืบเยอรมันจมดิน โดยยังเหลือขุมกำลังอีกมากมาย สถานการณ์ในโลกยุคนั้น ผลักดันให้ทุกชาติที่เคยเป็นเมืองขึ้น อยากปลดแอก เกิดคนอย่างคานธี โฮจิมินห์ และ อื่นๆอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยถึง เมื่ออังกฤษยอมคายดินแดนตัดประเทศแบ่งให้กับผู้ช่วยเหลือในการสงครามเสร็จสรรพ นายทุนเจ้าใหม่ก็รีบเข้าตระครุบเหยื่ออย่างรวดเร็ว เพราะเห็นถึงความสำคัญของดาวเด่น และ การเข้าไปนั้นก็ส่งผลให้โลกหมุนติ้วอีกครั้ง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการสร้างบ้านเมืองใหม่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์โลก ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึง การขยายออกของเมือง นั้นล้วนมาจากการเข้าไปจัดการระบบขุดเจาะน้ำมันในประเทศแถบตะวันออกกลางอย่างมีประสิทธ์ภาพ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมต่างๆ คนอยู่ดีขึ้นจำนวนเยอะขึ้นเมืองก็ขยายเทคโนโลยีก็ไฮเทคขึ้นตามกันไป จุดนี้เองได้เกิดสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตการ ราคาน้ำมัน 2516 ปรากฏการ เนื่องจากทั่วโลก มีความต้องการในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน ณ ตอนนี้ ที่เดนมาร์กแผนการพัฒนาพลังงานแบบยั่งยืนได้เริ่มขึ้น โดยหันมาดำเนินงานพัฒนาพลังงานทางเลือกใหม่อย่างจริงจัง ลดปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล หันมาใช้พลังงานลม พลังงานชีวมวล พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ อย่างจริงจัง กระนั้น ประเทศไทยยุคนั้นยังไม่ได้ใกล้เคียงความคิดเหล่านี้แม้แต่น้อย และวิกฤตการทุกครั้งมักเพ่งเล็งแก้ปัญหาแบบคนไทยคือ แพงก็ไม่ต้องใช้ ประหยัดหน่อยสิ บ้านมีบ่อน้ำมันหรือไง ที่กล่าวนี้ไม่ได้ตราหน้าว่าความคิดเหล่านี้ผิด แต่เป็นแนวทางคิดที่มิใด้ใช้พลังแห่งจินตนาการ รังสรรค์ออกมาก่อนที่จะเป็นนโยบาย ดังนั้น เราได้ออกตัวช้ากว่าหลายๆประเทศไปแล้วอย่างแน่นอน เพียงแต่ถ้าคิดแบบไม่สร้างสรรค์อีก ก็คือ ช้าแล้วช้าเลย รอคนอื่นคิดเดี๋ยวซื้อเอา มันคงจะง่ายเกินไป เพราะฉนั้นบทต่อไปผมจะนำเสนอ โครงการวิจัยต่างๆ และ เหล่าคนที่มีความคิดเชิงสร้างสรรค์ ผู้ที่อาจนำพาพลังงานทดแทน ที่เรียกว่า พลังงานชีวภาพ มาสู่ชาวไทยในเร็ววัน บทโหมโรงจึงปิดลงแต่เพียงเท่านี้เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อและออกนอกเรื่องไปมากกว่านี้ &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6674233771039501881-2151872722239591401?l=techinnoreviewsthailand.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://techinnoreviewsthailand.blogspot.com/feeds/2151872722239591401/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6674233771039501881&amp;postID=2151872722239591401' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6674233771039501881/posts/default/2151872722239591401'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6674233771039501881/posts/default/2151872722239591401'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://techinnoreviewsthailand.blogspot.com/2008/08/blog-post.html' title='บทโหมโรง พลังงานชีวภาพ ทองเขียว หรือ แค่น้ำมันพืช?'/><author><name>Auttapong Maesincee</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08337868244189288363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6674233771039501881.post-7384889804956831145</id><published>2008-08-07T20:15:00.000+07:00</published><updated>2008-08-07T20:38:54.045+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อรรถพงศ์ เมษินทรีย์'/><title type='text'>เปิดตัว Technology Innovation Reviews</title><content type='html'>Technology Innovation Reviews by Auttapong Maesincee หรือ TechinnoreviewsThailand นั้น เกิดขึ้นจากความชื่นชอบเทคโนโลยี และ นวัตกรรม ใหม่ๆ ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน ภายใต้คำจำกัดความของ เทคโนโลยี และ นวัตกรรม นั้น ล้วนเต็มไปด้วยสิ่งที่ชวนให้น่าค้นหาและศึกษาเป็นอย่างยิ่ง และด้วยเหตุนี้เอง ข้อมูลต่างๆ ที่ได้ทำศึกษาค้นหา หรือ ทดลองนั้น หากได้เก็บรวมเป็นหมวดหมู่หรือมีการสรุปใจความอย่างดีแล้ว อาจเป็นประโยชน์ของคนหมู่มากในการนำไปใช้เป็นข้อมูล หรือ เป็นแนวทางสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆสืบเนื่องไป รวมไปถึงการนำเทคโนโลยี และ นวัตกรรม ใหม่ๆ ไปประยุกต์ใช้เพื่อความบันเทิงส่วนตัว การประยุกต์ใช้ทางด้านธุรกิจ และด้านการพัฒนาต่างๆ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อมูลเหล่านี้จะมอบความรู้แนวคิดให้กับผู้ที่ได้แวะเวียนเข้ามาอ่านได้ไม่มากก็น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*บทความต่างๆ ไม่ได้รับค่าโฆษณา หรือสิ่งตอบแทนใดๆจาก สินค้าเทคโนโลยีต่างๆที่มีตราเครื่องหมายการค้าซึ่งปรากฏขึ้นในบทความ&lt;br /&gt;*ข้อมูลทั้งหมดกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลต่างๆ โดย เนื้อหาสรุปบทความนั้น ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเอง ซึ่งจะแยกแยะใว้อย่างชัดเจน ไม่ให้เกิดความสับสน&lt;br /&gt;*หากมีข้อผิดพลาดประการใดเกิดขึ้นบนข้อความ ผู้เขียนยินดีรับฟังความคิดเห็นและแก้ไข ในทันทีที่ทราบ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6674233771039501881-7384889804956831145?l=techinnoreviewsthailand.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://techinnoreviewsthailand.blogspot.com/feeds/7384889804956831145/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6674233771039501881&amp;postID=7384889804956831145' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6674233771039501881/posts/default/7384889804956831145'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6674233771039501881/posts/default/7384889804956831145'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://techinnoreviewsthailand.blogspot.com/2008/08/technology-innovation-reviews.html' title='เปิดตัว Technology Innovation Reviews'/><author><name>Auttapong Maesincee</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08337868244189288363</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
